[ประโยคบอกเล่า] ทดลองใช้ดีไม่ดีก็ว่ากันไป / VITACREME B12

ตอนนี้อิฉันกะลังเห่อพวกครีมบำรุงผิวต่างๆ เนื่องจากหนังหน้าโรยราเริ่มเข้าสู่…วัยครึ่งคน 555555 และเริ่มควานหาสิ่งที่อิฉันคู่ควร

ดังนั้นหลักจากขี้เกียจดองดินไว้ที่หางเยอะมาก เลยจะเริ่มทยอยลงอัพเดทบลอกเรื่อยๆ ตามยถากรรมเด้อ…

คำเตือน
เนื้อหานี้เป็นรีวิวพลีชีพ ผู้อ่านโปรดใช้พิจารณญานในการอ่านอย่างมีสติ และผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่แต่ละบุคคลเท่านั้น อาจจะมีความแตกต่างกัน

    คุณสมบัติหนังหน้าของอิฉัน

  • ผิวผสม กึ่งไปทางแห้ง
  • มีริ้วรอยจางๆ ทั่วใบหน้า
  • มีริ้วรอยร่องลึกใต้ตา
  • ปรกติไม่แพ้ ไม่บอบบาง แต่ช่วงนี้รู้สึกผิวไม่แข็งแรง

เอาล่ะ ฟังเขามาเยอะ ตัวนี้ได้ยินมาจากห้องแป้งของเว็บพันทิปมาสักพักหนึ่ง เกิดอาการคัน กะว่าจะสอยมาใช้ แต่ปริมาณมหาศาลเกินไปสำหรับขนาดจริง อย่างได้ตัวทดลองกับหน้าดูก่อน ถ้าดีจะสอยหลอดใหญ่มาเลย โดยให้ความอนุเคราะห์ตัวทดลองคือ Vitacreme B12 Thailand ขอบคุณมากนะคะ

Vitacreme B12

อิฉันนำมาทดลอง 2 ตัว จริงๆ อยากได้แต่เซรั่ม แต่หน้าแห้งมาก กลัวเอาไม่อยู่ ทางร้านใจดีให้มา2ตัว เลยจัดซะ…..โฮะๆๆๆๆ

25550804-160629.jpg

หลอดสีขาวคือ ครีม หลอดสีชมพูคือ เซรั่ม

เซรั่ม เนื้อเป็นเจลใสๆ สีชมพู กลิ่นหอมอ่อนๆ พอทาแล้วก็ซึมลงผิวเลยไม่ทิ้งความมัน ลองทาเดี่ยวๆ แล้วมันแห้งไปหน่อย

25550804-160733.jpg

ครีม เป็นเนื้อแน่นๆ สีชมพูอ่อน กลิ่นดีเชียวนะเหมือนจะหอมอ่อนๆ เนื้อครีมแน่นลื่น พอทาแล้วให้ความรู้สึกเหมือนสมูทอี ซึ่งเป็นเนื้อครีมที่อิฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่พอแล้วนอนห้องแอร์ ตื่นมาก็สบายผิวดี หน้าไม่มัน หรือ ไม่แห้งเกินไป

25550804-160904.jpg

แต่หลังจากใช้จนหมดหลอดเกินอาการสิวประทุ ได้ตกใจพอสมควร แต่ไม่เป็นอะไรมาก เพราะหยุดใช้ไปซะก่อน งงนิดหน่อยเพราะไม่ค่อยจะแพ้อะไร ตอนแรกคิดว่าสิวปรกติ

25550806-141430.jpg

……………..แต่นี่สิวเรียงเป็นหมัดเทพเจ้าดาวเหนือเลย 55555555555 คงไม่ใช่และ ขอหยุดก่อนดีกว่า

สรุป
Vitacreme B12 Regenerative cream 50ml. = 1,300฿
Vitacreme B12 Anti – Ageing Serum 30 ml. = 1,800฿

Egyptian Magic cream ครีมเทพในตำนานหรือแค่ข่าวลือ

สวัสดีชาวโลก….

ไม่ได้เขียนบล็อกมานานเนื่องด้วยจากความขี้เกียจโดยกมลสันดานของอีฉัน….555

วันนี้ได้รับอนุเคราะห์จากน้องที่แสนดี หอบเอาครีมที่เคยอยากได้เมื่อชาติที่แล้วมาให้ เพราะ “มันหนัก”….จะหิ้วก็ไม่คุ้ม ซื้อที่นี่ก็แพงไปหน่อย ส่วนตัวเคยคัน เอร๊ยสสสสสสส อยากได้มานานและ แต่ไม่สบโอกาสที่จะมีมาครอบครอง

พื้นฐานหน้าอีฉันเป็นคนหนังหน้าไม่ดี แห้งโดยเฉพาะมุมปาก (ไม่รู้สงสัยชอบกินอะไรสกปรก 5555) แต่บริเวณหมูก คาง ผาก มันจะมันเป็นหย่อมๆ (ดูทุเรศมากคร่ะ) ได้พบพานครีมที่เหมาะกับหนังหน้าก็แพงระยับ….ระยิบ ระยับ ประมาณ ครีม เดอ ลาแมร์ ไม่ไหวๆๆๆ จนคร๊าาาาาาาา

จนวันนึงได้ดูในรีวิวของชาวต่างประเทศ ทั้งหัวดำ หัวทอง ก็เกิดอาการคัน และเตลิดไปไกล จนรู้สึก เออ…ไม่แพง แถมดูจะคุ้มค่าเสียนี้กระไร ก็เก็บงำความคันนี้ไว้ ไม่บอกใคร

จนน้องโมเม นำครีมนี้มารีวิว ความคันมันก็กลับมาอีก เลยพยายามเอามาให้ได้ สนองนีด ล้วนๆ เลยเนี่ย

อีฉันแพล่มมานาน คุณๆ จะเบื่อกันมาเริ่มกันดีฟ่า…นะตัว…

Egyptian Magic cream

ครีมนี้มันคืออะไร หน้าตาเป็นยังไง ใช้ยังไง ฯลฯ โอ๊ยคร่ะ!!!! ตอบคำถามจนเมื่อยมือ เป็นสาเหตุให้มาเขียนบล็อก (คือไม่จนตรอกก็ไม่เข้ามาเขียน 555++)

แรกพบ:

เอาที่หน้าตาก่อน กระปุกธรรมดาๆ สีขาวๆ แพกเกจดูง่อยๆ แต่เนื่องจากมันไม่ต้องมีต้นทุนแพกเกจแพงเวอร์ๆ ดูอลังๆ ทำให้ขายได้ในราคาไม่แพง อย่างครีม เดอ ลาแมร์ กระปุกละ 30ml. ปาไปห้าพัน เพราะอีแพกเกจเป็นหินอะไรสักอย่าง หนักมาก ใช้หมดแล้วเสียดายกระปุกเหลือเกิน อันนี้ใช้หมดก็ไม่เสียดาย ทิ้งโล๊ด หรือจะเป็นเอาไว้เซฟเงินปรั๊วซ่อนไว้ตู้เสื้อผ้าก็ได้ กร๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆ

เห็นป่ะ ธรรมด๊า..ธรรมดา

ประวัติคร่าวๆ ของอีนางน้อยกระปุกนี้ ไม่มีอะไรมาก เพราะมันมีครีมตัวเดียว!!!!!!!!!!!!! จริงๆ ….. มีแค่อย่างเดียว ขายมาตั้งกะปี 1991 ตอนนี้ก็ยี่สิบฟ่าๆ…เอออ….ขายได้นาน กินยาวกะอีครีมกระปุกเดียว ช่างกล้า!!

ด้วยสูตรลับและส่วนผสมอันเป็นตำนานของชาวอียิปต์โบราณเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน ซึ่งว่ากันว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับแห่งผิวงามของคลีโอพัตรา ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ ไร้ซึ่งการแต่งสี แต่งกลิ่น จึงมั่นใจได้ว่า ยังคงประโยชน์และความเป็นธรรมชาติไว้ ช่วยให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นและการบำรุงถึงขีดสุด ปัจจุบัน ครีมอียิปต์เชี่ยนเมจิคมีจำหน่ายในหลายประเทศชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย อังกฤษ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ จนข้ามมาในเอเชียอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลี และไปโด่งดังจนถึงขีดสุดในญี่ปุ่น

ครีมอียิปต์เชี่ยนเมจิคเหมาะเป็นพิเศษกับผู้ที่มีผิวแห้งมากถึงผิวผสม ผิวแพ้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห้องแอร์หรืออาบน้ำอุ่นเป็นประจำ ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้าและผิวกาย

เพียงนำครีมพอประมาณมาวอร์มบนมือจนกลายเป็นเป็นออยล์อันทรงคุณค่า นำไปลูบไล้บนผิวหรือส่วนที่ต้องการการบำรุงอย่างล้ำลึก คุณจะรู้สึกได้ถึงผิวที่เนียน นุ่ม ชุ่มชื้น ดูเป็นประกาย

พูดกันภาษาบ้านๆ คือ ผิวอะไรก็ได้ที่ดูแห้งแตกระแหง หรือดูไม่ไหวจะเคลียร์ ก็ซัดมันเลยล่ะกันง่ายดี

บรรดา ดาราฮอลลีวู๊ด เซเลปต่างๆ ก็ชอบใช้กันให้เพียบ เหมือนจะมีคนในอเมริกา ชื่นชอบอีน้องนางกระปุกนี้มานานแล้วล่ะ แต่เพิ่งถึงหูคนไทย

ส่วนผสม:

ในเว็บและข้างกระปุก บอกว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% หลักๆ จะมี

  • Olive Oil
  • Bees Wax
  • Honey
  • Bee Pollen
  • Royal Jelly
  • Propolis Extract

ใครแพ้ผึ้งกับโอลีฟออยล์ หมดสิทธิ์จร๊าาาาาาาาาาาาา…… อีฉันชอบมากโดยเฉพาะน้ำผึ้งมันอร่อย…ไม่ใช่ มันหอมแบบธรรมชาติดี ดูไม่เฟก เนื้อครีม จริงๆ ควรเรียกว่าเจลมากกว่า มันเหมือนกว่า จะคล้ายๆ ปิโตเลียมเจล แต่มันเหลวกว่า สีสวยค่ะ ชอบๆ พอวอร์มครีมแล้วจะเป็นเหมือนเบบี้ออยล์ ทาง่ายหน่อยไม่หนืดเหมือนปิโตเลียมเจล

วิธีใช้:

กรุณาอย่าเป็นบ้า ประโคมไปทั้งอย่างงั้นเลย ไม่ดี มันเปลือง 55555555 ไม่ใช่คือมันจะไม่เกิดผล อาจเป็นโทษได้ อะไรมากไปมันไม่ดีหรอก จริงๆ เชื่ออีฉันซิ

  • ตักครีมขึ้นมาหน่อยเดียวประมาณเม็ดถั่ว บริเวณเล็กก็ถั่วเขียว บริเวณใหญ่จะถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วปากอ้า ยังไงก็ตามใจ
  • นำครีมมาวอร์ม การวอร์มครีมคือ ถูๆๆๆๆๆๆ วนๆๆๆๆๆๆ ให้เนื้อครีมแตกกระจายยยยยยยย กลายเป็นน้ำมัน (ไม่ใช่แตกกระจายกลายเป็นโกโก้คลัชนะยะ)
  • แล้วก็เอาน้ำมันเนี่ยแหละ มาทา หน้า ปาก คอ ผม หู นม ตรูด ขา ข้อศอก หัวเข่า ส้นทรีน ฯลฯ  อยากทาตรงไหนก็ทา จะไม่ใช่อวัยวะตัวเอง เป็นอวัยวะคนอื่นก็ไม่ว่ากัน เคี๊ยกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!! >//<
  • ทาหลังอาบน้ำจะให้ความชุ่มชื่นที่ดีระดับนึง ไม่เหนอะมาก แต่ใครผิวแย่มาก อย่างผิวแห้งแตกๆ ก็ให้ฟาดไปเลย ฉ่ำเยิ้มได้ใจกันไป

อีฉันชอบทาหลังอาบน้ำ เพราะมันจะไม่เหนอะมาก เหมาะกับอากาศบ้านเราที่ร้อนจัดชื้นจัด ร้อนๆ ชื้นๆ พอมันแห้งแล้วนุ่มดี สบายๆ แต่ชอบที่สุดคือทาปากเพราะเป็นคนปากแตก แตกลงลึก แนวขวาง บาปมาก และชอบกินของรสจัดๆ ปากแตกๆ + อาหารรสจัดร้อนๆ โอ๊ย….ไม่ไหว ทรมานเกิ๊นนนนนนนนนนนนน ทาแล้วปากไม่ค่อยแตก หรือเพราะไม่แกว่งปากไปกัดใครก็ไม่รู้…= =!

เคยมีคนบอก (ใครอีกล่ะ) ว่ามันช่วยรักษาสิว จริงๆ ไม่รู้นะ เพราะมันไม่มีส่วนผสมไหนแก้สิวเลย แต่ด้วยความที่มันมีทั้งโอลีฟ ออยล์ กับสารประกอบของผึ้งต่างๆ ซึ่งพวกนี้มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้ออยู่แล้ว แถมในตัวมันเองก็เพิ่มความชุ่มชื่นด้วย อีฉันก็คิดว่า ใครไม่เป็นสิวใช้แล้วสิวไม่ขึ้นมากกว่า (ถ้าใช้แต่พอดี) แต่ใครเป็นสิวกรุณาพบแพทย์เห๊อะ…..

ค่าเสียหาย:

ราคาในบ้านเรามีนะคะ หาซื้อได้ตามร้านวัตสัน หรือที่ลอฟท์ กระปุกละ 1800 THb.

ใครใคร่ซื้อก็ซื้อไป แต่ลองก่อนก็ดีกว่า จะบอกว่าราคากับน้ำหนักคุ้มค่าสมกับคำที่เรียกว่า All-Purpose cream หรือ ครีมเอนกประสงค์

Balenciaga สวยงามพร้อมสีสันสดใส แต่ดูแลรักษายากประหนึ่งแก้วตาดวงใจ

แบรนด์นี้ทำไมโด่งดัง เป็นเพราะความน่าทึ่งพร้อมกับความสามารถของดีไซเนอร์ที่สามารถค้นพบ “ของขายตลอดชีพ” ได้

ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นมาแล้วกับ ชาแนล แอร์เมส ที่สินค้า “คลาสสิค” ยังคงเป็นที่ต้องการในปัจจุบันแม้ผ่านมาเป็นชาติก็ตาม

บาลองเชียก้าก็ทำได้เช่นกัน

มารู้จักบาลองเซียก้า

ต้นกำเนิดเมื่อ Cristóbal Balenciaga Eizaguirre ชาวสเปน นางได้ทำร้านที่ฝรั่งเศส (อ่านประวัตินางแล้วช่างเป็นคนเก่งเสียนี่กระไร แต่ตอนนี้นางตายไปนานและ ตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด) ประสบความสำเร็จมากเพราะไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดที่สนใจของนาง แต่เป็นเจ้าหญิง เจ้าชายสมัยนั้น (1937) มารุมแห่แหนพากันไปอุดหนุนนางอย่างเต็มที่ จนนางโด่งดังยาวนานถึง 30ปี แล้วก็ปิดหนีไปนอนชิวๆ แบบชายชราตอนเกษียณอย่างสบายใจเฉิบ (1968) และนางก็สิ้นชีวิตอย่างสงบที่สเปนบ้านเกิดนางตอนปี 1972 อายุก็ปาเข้าไป 77ปี

หลังจากนั้นชายคนต่อมาที่มากุมบังเหียนที่ทำให้บาลองเซียก้าโด่งดัง คราวนี้ฉุดไม่อยู่ (ฉันก็รู้จักแบรนด์นี้เพราะนางเนี่ยแหล่ะ)

Nicolas Ghesquière

ซึ่งก่อนหน้านั้น GUCCI group ได้ซื้อ บาลองเซียก้าในปี 2001 แล้วจัดการบูรณะเสียใหม่ โดยตอนนั้นนางเป็นดีไซเนอร์ที่เปรี้ยวเก๋ เหมาะกับการสังคายนารื้อแบรนด์ใหม่หมดเป็นอย่างยิ่ง โดยทำให้ผู้คนที่เป็นแฟนคลับในตอนนั้นถึงกับกรีดร้อง……

นางเป็นคนฝรั่งเศสน่าตาดี (อันนี้จริงๆนะ) ฝึกปรือฝีมือจาก Jean-Paul Gaultier ทำให้นางเก่งกล้าสามารถมาก แถมมองการไกล เพื่อความเก๋ไก๋แล้ว นางได้บุกตลาดเอเชีย โดยติดต่อกับทางญี่ปุ่น สร้างเสื้อผ้าสำหรับงานศพไฮโซ ตอนนั้นช่างคิดได้…..และนางก็ทำสำเร็จ ญี่ปุ่นก็บ้าคลั่งแบรนด์นี้มาก ส่วนตลาดอเมริกานางก็ประสบความสำเร็จอย่างมากตอนปี 2005 ช่วงนั้นดาราฮอลลีวู๊ดต้องมีกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าของนางจนชาวบ้านร้านตลาดอย่างเราๆ ถ้าอยากได้ต้องจองคร่ะ….

แต่วันนี้เราจะไม่มาพูดเรื่องอื่นนอกจากกระเป๋า เพราะกระเป๋านางทำออกมาได้งามงด ส่วนอย่างอื่นคงจะละไว้ก่อน (ไม่โปรดนี่นา)

หากพูดถึงกระเป๋าบาลองเซียก้าก็จะมีใบที่เป็นไอคอนนิกของนางคือรุ่นธรรมดามาตรฐาน แต่เราจะไม่พูดถึงเช่นกัน (ความชอบส่วนตัวล้วนๆเลยเนี่ย) ที่ติดตาตรึงใจก็คือ Giant hardwere หรือเราจะรู้จักกันในนาม หมุดใหญ่ 55555555555 เมื่อก่อนบาลองเซียก้าจะทำหมุดใหญ่มาแค่ไม่กี่ตัว คือ เงิน กับทอง แต่หลังๆ ความบ้าคลั่งของกระแสพังค์ร็อกก็ทำออกมาต่อเนื่อง มีทั้ง เงิน ทอง โรสโกลด์ และหุ้มด้วยหนัง

เมื่อก่อนปี 2007 กระเป๋าในไลน์จะผลิตด้วยหนังแพะ ซึ่งนุ่มหนา แข็งแรง ดูแลรักษาง่าย แต่ต่อมาเมื่อปี 2008 ก็เปลี่ยนมาใช้หนังแกะ ซึ่งนุ่มกว่า แต่ดูแลรักษาค่อนข้างยาก แต่สีสันจะสดใสประหนึ่งเด้งออกมาจากค่าเพนโทนในชาร์ตสี หนังแกะจึงตอบโจษก์ได้ในบัดดล เหมือนที่ชาแนลคลาสสิคก็ยังเป็นหนังแกะมาโดยตลอด

รุ่นและรายละเอียด

CITY > BALENCIAGA GIANT 21 CITY OR ROSE ATLANTIQUE

Dimensions : 38cm W x 24cm H x 14cm D

VELO > BALENCIAGA GIANT 21 SILVER VELO COQUELICOT

Dimensions : 34cm W x 28cm H x 17cm D

PARTTIME > BALENCIAGA GIANT 21 PART TIME OR JAUNE ANTHRACITE

Dimensions : 43.5cm W x 22cm H x 18cm D

TOWN > BALENCIAGA GIANT 21 TOWN OR ROSE CYCLAMEN

Dimensions : 34cm W x 24cm H x 8cm D

WORK > BALENCIAGA GIANT 21 WORK ARGENT PAPYRUS

Dimensions : 46cm W x 27cm H x 20cm D

POMPON > BALENCIAGA GIANT 21 GOLD POMPON BLACK

Dimensions : 33cm W x 36cm H x 23cm D

MINI POMPON > BALENCIAGA GIANT MINI POMPON ARGENT BLEU COBALT

Dimensions : 24cm W x 24cm H x 16cm D

DAY > BALENCIAGA GIANT 21 DAY ARGENT GRENADINE

Dimensions : 34cm W x 30cm H x 12cm D

เปรียบเทียบระหว่าง เวโล่ และ ซิตี้

มายลกันว่า Celeb ในฮอลลีวู๊ดเค้าใช้อะไรกันบ้าง…………..

สรุป

ชอบมาก เก็บเงินเก็บทองสะสมไว้ถ้ามีเหลือแล้วจะสอยมาสักใบ…..5555555555555

Longchamp สวยเกินกว่าจะเป็นลองชอม แพงเกินกว่าจะเป็นลองชอม

เคยคิดเมื่อตอนที่เห็นอีกระเป๋านี้ครั้งแรก รู้สึกว่ากระเป๋าอะไรฟร่ะ ทำไมมันทำแต่ผ้าๆๆๆๆ ไม่ทำเป็นหนังให้ทนทานเหมือนชาวบ้านเขาบ้าง

ทุกคนคงนึก “อีป้านี่เป็นอะไร จั่วหัวแบบหมีกินผึ้ง งึมงำ งึมงำ อยู่คนเดียว” 5555555

เกริ่นก่อนก็ได้ฟร่ะ……

LONGCHAMP

คือกระเป๋าแบรนด์ฝรั่งเศส แต่ไปก๊อป เอ๊ย…ผลิตในจีน (บางรุ่นเท่านั้นนะจ๊ะ)

มี LE PLIAGE เป็นรุ่นเดนตาย แบบรุ่นขายกินกันชั่วลูกชั่วหลาน ออกมาในแต่ละซีซั่นก็นะ ต่างสี ต่างลายนิดหน่อย แต่ทรงก็ยังคงเป็น LE PLIAGE ยังไงยังงั้น

Le Pliage แปลว่า พับได้ ดังนั้นมันจะพับมันจะยับยังไง ก็สามารถทำความสะอาดแล้วรีดให้เรียบได้เอี่ยมอ่องเหมือนเดิม (ทำโดยช่างผู้ชำนาญงาน เราเตือนคุณแล้ว)

ข้อดีของน้องปลิยาจ คือ เบา ทน ถึก ชาวฝรั่งเศสเอาไว้ใช้จ่ายตลาด ซื้อกับข้าวอาหารคาว อาหารหวาน ข้อเสียคือ มันแพงไปสำหรับกระเป๋าจ่ายตลาด ดังนั้นเราเอามาเป็นกระเป๋าใช้ได้ทุกวันจะไม่ผิดบาปมากนัก 55555

เอาล่ะมาเข้าเนื้อกันดีกว่า หลังจากซดน้ำไปโฮกใหญ่ ฤดูร้อนปี 2012 พี่ลองชอมก็ทำหน้าที่ร้านขายของที่ดี ออกกระเป๋า LE PLIAGE รุ่นนึงออกมาดูดเงินเราๆ ท่านๆ คือ

LONGCHANP LE PLIAGE CUIR

อุ๊ยตายว๊ายกรี๊ดสสสสสส…….. มันงามมากคร๊าาาา….ใครที่ชอบอีรุ่นข้างบน ก็ข้ามไป เลิกอ่านล่ะกันนะจ๊ะ = =!

น้องนางทำด้วยหนังแท้ ผ่านการฟอกสีมาอย่างดี งามงดมากๆ หนังจริง นุ่มนิ่ม แต่แข็งแรง ทนถึก กว่ารุ่นผ้าหลายขุมนัก แต่ด้วยความที่มันเป็น “หนัง” ราคาก็ถีบหัวส่งให้ช้ำชอกใจ ประหนึ่งซื้อมาแล้วใช้ไม่คุ้ม หม่อมแม่จะยีใส่หัวให้หลาบจำ มัดมือไว้กะขื่อบ้าน แล้วเฆี่ยนด้วยหวายแช่เหยี่ยว

นอกเรื่องไปและ……

ในรุ่นที่เด่นดังเห็นจะเป็นรุ่นที่สายสะพายได้ (ไม่ใช่นางงาม) มีสายยาวไว้สะพาย และหูสั้นๆ เวลาถืออย่างเดียวอาจจะเมื่อยได้ เพื่อเหมาะกับการเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์อย่างแท้จริง เพราะเราจะบอกว่าสมบัติบ้าๆ เยอะเต็มกระเป๋า เวลาออกจากบ้านที แถบจะอยู่อาศัยนอกบ้านได้เป็นอาทิตย์

เรามาดูวีดีโอ แอดโฆษณา และวิธีทำการโฆษณา ตัวนี้กันดีกว่าค่ะ ว่ามันงามขนาดไหน

รุ่นนี้ออกมา 8 สี คือ

เอาล่ะเรามายลโฉมน้องปลิยาจกันดีฟ่า…..ว่าสวยงามสมกับราคาหฤโหดหรือไม่

  • LE PLIAGE CUIR handbags

Dimensions :25x23x16 cm
10x9x6¼ inch

ชอบรุ่นนี้ที่สุด ขนาดกำลังดี ไม่ใหญ่ไป ไม่เล็กไป xxx ทำทรงออกมาได้เป็นปลิย๊าจ ปลิยาจ เพิ่มออฟชั่นเสริมแบบมีสายยาว และสีสันจัดจ้าน หนังคุณภาพดี อย่าหาว่าอวยกันเลย เพราะจริงๆ เราแอบคิดไว้ในใจคนเดียวก่อนรุ่นนี้ออกมา ว่าจะให้ร้านฟอกหนัง ทำมาเป็นแบบนี้ แต่กลัวอีเจ้าของลิขสิทธิ์มันจะ ปรับ จับ ติดคุกตลอดชีวิต เลยเลิกคิดไปโดยปริยาย……..ลองชอมก็ทำออกมาสนองนีดของเราได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ถ้าถามว่าน่าซื้อไม๊ ราคาขนาดนี้ซื้อแบรนด์อื่นได้ไม๊ แค่ลองชอมราคาเป็นหมื่นๆ รู้สึกไม่คุ้มค่า ก็นะ แล้วแต่คน ลางเนื้อชอบลางยา แต่ถ้าถามเรา คงจะตอบแบบนี้ “อีหนูเอ๊ยยยย…รอป้าก่อนนะ เก็บอัฐได้หมื่นแล้วป้าจะไปขอเอ็งที่ช็อปเน้อ….” 5555555 (ดังนั้นเราถือว่าตอบก็แล้วกันนะ)

ส่วนในรุ่นอื่นๆ ก็สวยนะ แต่เราคงจะไม่พูดถึงมันมาก (มีอะไรไม๊ 55555) มาดูกันเลยนะว่ามีรุ่นอะไรบ้าง

  • LE PLIAGE CUIR Clutch bag

Dimensions :28x17x10 cm
11×6¾x4 inch

  • LE PLIAGE CUIR Tote bag

Dimensions :31x30x19 cm
12¼x12x7½ inch

  • LE PLIAGE CUIR Handbag 40

Dimensions :40x31x18 cm
15¾x12¼x7 inch

  • LE PLIAGE CUIR Handbag 45

Dimensions :45x35x23 cm
17¾x14x9 inch

ลองชอมที่สวยเกินกว่าจะเป็นลองชอม แพงเกินกว่าจะเป็นลองชอม คุ้มค่าหรือไม่อยู่ที่คุณ

สรุป..

ราคาประมาณ 15000 บาท up

น้ำหนัก แล้วแต่ขนาด แต่หนักกว่ารุ่นผ้าแน่นอน

เก็บเงินไว้วันละนิดวันละหน่อย เพื่อสะพายกระเป๋าใบนี้ ที่นิวยอร์กซิตี้ โฮะๆๆๆ

กลับมา กทม. พร้อมกับกลับมาอัพบล็อกครั้งแรกในปี 2012

หลังจากหายหัวไปหลายเดือน หนีน้ำไปหนีน้ำมา ในที่สุดก็ถึงเวลากลับกทม.เสียที

จริงๆ กลับมาตั้งแต่ ธ.ค.2011 แต่เมื่อถึงบ้านก็ปลาบปลื้มน้ำตาไหลกับสภาพบ้าน มีป่าดิบชื้นอยู่ในบ้านเพียบ

รู้สึกถึงธรรมชาติอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น 555555555 เอาล่ะ…..

จะทยอยลงข้อมูลต่างๆ หลังจากดองเค็มหลายอย่างที่ถ่ายรูปทิ้งไว้แต่ไม่ได้เอามาลง 55555555555555

วันนี้ก่อนจะขึ้นวันใหม่ ไม่ลงอะไรหรอก แค่มาพูดอะไรเรื่อยเปื่อย ก่อนที่จะจัดการเรียบเรียงไฟล์ภาพในคอมฯแก่ๆเครื่องนึง

แก่…เหมือนเจ้าของบล็อกเนี่ยแหล่ะ ^ ^

ปล. บ้านสะอาดแล้ว แต่คงยังเข้าอยู่ไม่ได้ ตอนนี้ก็เป็นสาวคอนโดไปก่อน คิดถึงสมัยสาวๆ จริงๆ แล้วฉันเนี่ยชอบคอนโดมากกว่าบ้านแหะ!

((Review)) Beauté Cosmetics – Liqui-Gel Stain / fluoron

วันนี้น้ำที่หน้าบ้านทะลักเข้ามาจากท่อเข้าหลังบ้าน เหนื่อยและเครียด จะอพยพก็ยังไม่ได้ เพราะตั๋วหมด ไม่มีเลยทั้งอาทิตย์ แต่จะอยู่อย่างนี้ก็ไม่ไหว วิธีคลายเคลียดที่ดีที่สุดคือ…..

…..เขียนบล็อก…….555555555

วันนี้จะมารีวิว ตินท์เทพ ที่เลิฟที่สุด ประทับใจที่เท่าที่เคยลองตินท์ทุกแบบทุกสไตล์ และทุกราคามา ตั้งแต่รู้จักกับตินท์มาจนอายุปูนนี้

ทำไมชอบตินท์??

เพราะว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่ชอบเติมลิป กินของตะกละมูมมาม และปากไม่เผยอจนลิปไม่หลุด เมื่อคุณสมบัติทั้งนิสัย และสันดานมากมายขนาดนี้ ตินท์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เท่าที่จะหาเครื่องสำอางเปอมาแนนท์พึงจะทำได้ (นอกจากจะไปทำศัลยะสักปาก หรือเลเซอร์ปากชมพูไปซะ แต่ไม่ชอบเจ็บตัวอ่ะนะ)

Beauté Cosmetics – Liqui-Gel Stain

สีที่เลือกมาคือ Fluoron ออกชมพูนีออนสะท้อนแสง แต่ไม่โกลอินเดอะดาร์ก

เนื่องจากภาพของตัวเองใช้มาจนหนำใจแล้ว นิมิตขึ้นมาได้ว่าควรจะรีวิว เลยถ่ายให้ดูแพ็คเกจจริงแบบอายๆ มันเหลือน้อยแล้วอ่าาาาาาาา….

คุณสมบัติ

  • Incredibly long lasting pigment sets to stain the skin for long wearing color
นี่คือสิ่งที่ดีของตินท์ควรจะมีคือติด ทนนาน หน้าด้าน ลบก็ไม่ออก 5555 ซึ่งโบเต้ ลิควิ เจล สเตน ทำได้อย่างให้เต็ม 10 สีสันเต็มครบไม่เป็นคราบด่าง ปิ๊กเมนท์แน่นปึ๊ก ทาแล้วทาอีก ซ้ำลงไปยิ่งทำให้สียิ่งชัด ชัด ชัด ช๊าดดดด ชัด แต่กรุณามีสติ นึกถึงตอนที่คุณล้างออกจากปากด้วย ไม่งั้นอาจจะต้องมีการขัดปากกันเลยทีเดียว
  • สนนราคาที่แพงนรก แล้วกว่าจะส่งถึงเมืองไทยก็ไปบวกลบคูณหาร ภาษีและค่าส่งกันเองนะจ๊ะ
วิธีใช้
  • ห้ามทาลิปบาล์ม ครีมบำรุงริมฝีปาก หรืออะไรก็ตามที่มันเยิ้มโดยเด็ดขาด ไม่งั้นจะไม่สามารถให้ตินท์ทำงานของมันอย่างเต็มที่ ควรให้ปากแห้ง (ไม่ใช่แตกระแหงนะ แยกแยะนิดนึง)
ลองดูเล่นๆ ที่มือก่อนว่าสีจะหน้าตาออกมาเป็นยังไงสวยแค่ไหน มีรูปของตัวเองกับ รีวิวของคาร์ลา เพื่อเปรียบเทียบด้วย
พอทาที่มือด้วยความที่เป็นคนผิวเหลือง สีจะออกมาส้มกว่าของคาร์ลา ลองไปล้างดูว่าสีติดทนแค่ไหน
นี่คือล้างน้ำล้างสบู่ ไม่ได้น้อยลงไปเท่าไหร่ชอบมาก
ลงที่ปากกันเลยดีกว่า
ทาครั้งเดียว สีออกมามีความกลมกลืนกับปากมาก (แต่ปากแตกอ่าาาาาา) จะดูสุขภาพดี ชมพูอ่อนๆ แบบเสมือนจริง ดูสบายๆ ไม่เวอร์ ไม่ด่าง ไม่เป็นคราบ (ดูดีๆ จะดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าทาลิป)
ทาครั้งที่ 2 ประโคมมันเข้าไป เนื่องจากเนื้อเป็นเจล จะเกลี่ยง่าย ไม่ทำให้รู้สึกว่าทายากเลย แต่เนื่องจากเป็นเจล อาจจะแห้งยากไปซักหน่อย ถ้าต้องการให้สีแมต แบบติดสนิทแนบแน่น ต้องรอเนื้อเจลเซ็ทตัวประมาณ 20 นาที (ห้ามกิน ห้ามดื่ม ห้าม…เกี่ยวกับปาก ในช่วงเวลานี้ แต่พูดได้ ด่าได้ค่ะ) แต่พอแห้งแล้วคุณจะเห็นว่ามันคุ้มค่าที่รอคอย มันแมตแบบอืม…..สีสด และเป็นสีจริงๆ ของตัวลิปตินท์ตัวนี้ ไม่เหมือนตอนที่ยังไม่แห้ง จะดูบ้านนอกไปหน่อย
โอ๊ววววววว….ฟิน……..ชอบจริงๆ แล้วปากคุณจะอยู่อย่างนี้ไปอีกประมาณ 24 ชม. ถ้าคุณไม่สมบุกสมบันกับมันมาก แค่กินหรือดื่ม ไม่ใช่ปัญหาเลย ไม่ทำให้สีลิปสะทกสะท้าน หนีหายไปจากคุณได้เลย แม้บางทีถึงบ้านแล้วคุณต้องการจะลบมันก็ตาม 555555555555 สีมันเต็มมันดูแมตแบบกลมกลืน……ไม่บรรยายแล้ว แต่ให้รู้ไว้ว่า
……..ฉัน รัก เธอ หมด ใจ……..

สรุป..

ราคาประมาณ 1200 บาท

น้ำหนัก 3 กรัม

ที่สุดในสามโลก

Beauté Cosmetics เครื่องสำอางสุดหรูของดาราฮอลลีวู๊ด

หลังจากเปิดดู Gossip Girl” ซีรียสุดฮิตของฝั่งอเมริกา ก็ปิดด้วยความโมโห พวกนี้ทำไมมันชอบสร้างเรื่องกันนักฟร่ะ 555555 (ประหนึ่งอินมาก ) ปรกติไม่ค่อยชอบดูซีรียแบบนี้เท่าไหร่นัก ถ้าดูชอบแบบ Secret Diary of a Call Girl  มากกว่า แซ่บกว่ากันเยอะ (อันนี้รสนิยมใคร รสนิยมมันนะคร๊าาาา…บางท่านอาจจะไม่คิดเหมือนอิฉันนะเจ้าค่ะ)

แต่ว่ากันไม่ได้ เมื่อตัวละครต่างๆ ในกอสซิปเกิร์ล เสื้อผ้าหน้าผมแต่ละนางเป๊ะๆๆๆๆๆๆ กันทุกคน สมกับเป็นลูกคุณหนูไฮโซ ดูดีมีชาติตระกูล ดังนั้นความคันจึงบังเกิด ว่าเหล่าๆ บรรดาเซเลบทั้งหลายในเรื่องเค้าแต่งหน้ากันยังไง (เผื่อจะแต่งหน้าให้ดูเป็นผู้ดีมีชาติตระกูล เอาไว้วางมาดเป็นนางพญาเวลาเดินห้าง…เพื่อ!!!!)

Beauté Cosmetics เป็นเครื่องสำอางให้กับเหล่าตัวละครในเรื่อง

แบรนด์นี้คือ????

โบเต้ เป็นเครื่องสำอางที่เน้น ลิป ลิป ลิป และลิป เท่านั้น มีชุดแปรงหลงมาบ้างแต่ราคาจับต้องแทบไม่ได้ (ซื้อแปรงของแมคยังจะถูกกว่าครึ่งคิดดู๊….) แบรนด์นี้เป็นช่างแต่งหน้าสุดหล่อ (เฮ้ยยยยยย หล่อจริงๆ ชอบผู้ชายแบบนี้มาก แต่ก็คิดไว้ก่อนว่าเป็นเก้งกวางแน่นอน ช่างแต่งหน้าด้วย ผู้ชายแท้คงจะเพื้ยนแน่ๆ)

ผู้ชายคนนั้นคือ BEAU NELSON น่ารับประทานเป็นอาหารเย็นมากกกกกกกกกกกก กรีดร้อง………^ ^ (คนด้ายขวานะจ๊ะ)

ดูซะว่าหล่อแค่ไหน หึ หึ หึ หึ…..ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เนื่องจากเป็นเมคอัพอาร์ติสชื่อดังหน้าตาดีของนิวยอร์ค ซึ่งทำแบรนด์เครื่องสำอางออกมาได้อย่างมีคุณภาพ แต่โรงงานผลิตน่าจะอยู่แคนาดา เพราะว่าของจะส่งมาจากแคนาดา ส่วนร้านรวงก็จะมีในแคนาดาเสียส่วนใหญ่ และเริ่มเพิ่มใน LA, NY, dubai (อันนี้เป็นตลาดใหญ่ของเมคอัพทีเดียว แบรนด์ดังๆ ก็กระหน่ำไปเปิดกันให้ควั๊ก) ดูความดังของแบรนด์นี้ซะก่อน

หลังจากดูความแรงของแบรนด์นี้ไปแล้ว เรามาทำความรู้จักกับสินค้าของ Beauté Cosmetics กันให้มากกว่านี้นะจ๊ะ

ผลิตภัณฑ์

  • Weightless Lip Creme เป็นลิปครีมที่เนื้อสีแน่น เนื้อเรียบลื่นประมาณเนื้อซาติน สีติดแน่นทนนาน ไม่แมตมาก แต่ก็ปิดปากได้เนียนสนิทดีเลยค่ะ แถมยังอยู่ทนอยู่นาน เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันแบบตะกละของข้าพเจ้ามากทีเดียว ข้อเสียคือ มีสีให้เลือกน้อยมีแค่ 6 สี ดังนั้น ไม่ต้องปวดหัวกับการเลือกมากนัก 555555555 สีจะออกแนวธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาดดูผู้ดีเลยทีเดียว
Benefits & Tips
  • Paraben free
  • Long wearing color
  • Stimulates collagen
  • Moisturizes and hydrates
  •  The Flawless ApplicationApply the Weightless Lip Crème to lips using the doe foot applicator, or the Beaute lip brush. Lip crème can be applied over pencil and can be combined with Luminous Volume Gloss to customize the color and add shine.
สนนราคาค่าตัวของเจ้าลิปครีมจะอยู่ที่ 1200 บาทซึ่งเป็นราคาที่อเมริกา ถ้าเข้ามาบ้านเราโดนภาษีไปอีกก็เกือบๆ 2000 งานนี้ถึงกับจุกกันเลยทีเดียว
  • Liqui-Gel Stains ตัวนี้เป็นตินท์ที่ข้าพเจ้าปลาบปลื้มมากกกกกกกกกกกก ชอบมากกกกกกก ถึงราคามันจะแพงแสนแพง ก็ช่างคุ้มค่าเสียจริง เพราะเป็นตินท์ที่ดีมากแบรนด์หนึ่งเลย เนื้อเป็นเจลเกลี่ยง่าย ไม่ต้องกลัวมันจะรีบแห้ง (แถมบางทีแอบแห้งยากทีเดียว) แล้วปากกับแก้มจะกลายเป็นด่างขาว ติดทนนานเกิน 24 ชม. อันนี้รับประกัน แถมล้างออกด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอางเท่านั้น ใครจะเอาสบู่งงๆ มาล้างอย่าไปหวังว่ามันจะออก ……นี่แหล่ะ…..ตินท์ในฝัน…รักนะ จูบุ จูบุ ยกให้เป็นตินท์อับดับ 1 ในดวงใจเลยค่ะ
Benefits & Tips
  • Easily blends due to its unique liqui-gel texture
  • Incredibly long lasting pigment sets to stain the skin for long wearing color
  • Available in 4 unique shades for all skin tones
  • Can be easily combined with Luminous Volume Gloss for a custom lip look
  • To apply The Liqui-gel Stain for Cheeks and Lips as blush:Beauté Creative Director Beau Nelson recommends applying on freshly moisturized skin or over cream or liquid foundation that has not yet been powdered. Apply to one cheek at a time using the doe foot applicator to dot the stain on the desired area. Start with a little product and build to desired intensity, the stains are very pigmented. Working quickly use the Beauté Foundation brush, fingers or a damp sponge brush to blend the color to the desired intensity. Repeat to build color.“These stains unique liqui-gel texture allows them to be easily blended for about 12 seconds before setting and staining the skin for long wearing color. The result Is a stain that never “grabs” or “streaks” leaving the skin looking fresh and radiant.”
  • To Apply The Liqui-Gel Stain for Cheeks and Lips to stain the lips: Using the doe foot applicator, apply stain to clean, dry lips, starting in the center of the lips and moving outwards. For a sheer stain use only a touch of color and use the Beauté Lip Brush, or a finger to blend the stain over the lip. For a deeper or brighter stain, apply to the entire lip and allow to dry, repeat until desired intensity is achieved.“I created the Liqui-Gel Stains to complement our Luminous Volume Gloss collection, there are endless combinations to try. Experiment and find your new favorite combination”
สนนราคาค่าตัวของน้องเจลสเตนก็อยู่ที่ 1500 บาท มาเมืองไทยมิไยโดนไป 2500 บาท …โอ๊กกกกกกกกกกกกกก แพงบรรลัยไส้……แต่ก็ยังรักนะ
  • Luminous Volume Gloss ลิปกลอสบ้าพลัง ช่่างเหนียวแน่น สีเต็ม จะให้หวังว่าสีจะออกมาเรื่อๆ เหมือนกลอสปรกติ คุณจะผิดหวัง เพราะกลอสนี้สีแน่นจัดเต็มกันเลยทีเดียว แถมเหนียวยังกะแบะแซ ถามว่าชอบไหม? ดีค่ะ เวลาขี้เกียจก็ลงกลอสอย่างเดียวเลย ไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าถ้ามว่าชอบมากไหม? ไม่มาก สู้สองตัวข้างบนไม่ได้ เพราะสองตัวนั้นมันเทพเกินไป 55555555555555 แต่ใครชอบกลอสสีเป๊ะๆ เหมือนในบรรจุภัณฑ์ก็ไม่ว่ากันนะ อย่าเชื่อข้าพเจ้าซะทีเดียว ลองเล่นดูก่อน อ้อ…..ลืมบอกไปคุณสมบัติสำคัญที่เค้าบอกว่า ปิดร่องปาก ปากจะโต๊ยๆๆๆ ประมาณแองเจอรีน่า โจลี่ ก็เป็นอย่างนั้น “จริงค่ะ” แต่คงไม่ถึงขั้นแองเจอรีน่า เพราะถ้าถึงขนาดนั้นไปฉีดปากดูจะง่ายกว่านะ
Benefits & Tips
  • Moisturizes and hydrates
  • Plumps and shapes
  • Smoothes fine lines and wrinkles
  • Protects
  •  Defines surface area
  • Apply Beauté CosmeticsLuminous Volume Glosses as needed to moisturize and plump the lips. Apply to clean, dry lips with the easy to use Taklon brush throughout the day for seductive volumized shine.
  • Luminous Volume Gloss can be applied under or over lip color and/or pencil
ราคาค่าตัวแบบใช้หางตามองแบบเหยียดๆ ก็แค่ 1200 บาท ถึงมือเราๆท่านๆ ที่อยู่เมืองไทย ก็ 2000 บาทแบบสิวๆ เบาๆ (อ๊ากกกกกกกกกกกก)
สรุป….เป็นเครื่องสำอางที่มีคุณภาพสมราคาอย่างยิ่ง แต่ถ้าคิดจะซื้อมายกเซ็ท เหมายกแผงคงจะต้องเอาทรีนมาก่ายหน้าผากกันเลยทีเดียว เพราะกว่าจะเก็บอัฐเก็บเฟื้องมาได้เพื่อซื้อลิปแท่งละ สองสามพัน คงจะต้องใช้เวลานานพอควร แถมได้มาคงต้องแอบซ่อนไม่ให้คนที่บ้านรู้ว่ามันราคาเท่าไหร่ 55555 แต่ถ้าใครใคร่มี หรือมีจิตศรัทธาประมาณแบรนด์รอยัลตี้ อันนี้จะซื้อเหมามาหมดทุกสีก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ